ร้านขนาดใหญ่อย่าง Louis Vuitton Omotesando เป็นปัจจัยพื้นฐานในการเผยแพร่ภาพลักษณ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มของแบรนด์ แผนการเพิ่มยอดขายถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องมี แต่การทำให้ร้านมีขนาดใหญ่มีความหมายในแง่ของภาพลักษณ์เข้มข้นกว่ายอดขาย เพราะการเผยแพร่เอกลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Identity) เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในการเรียกลูกค้า

ร้านที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเป็นส่วนแข็ง (Hard) เป็นสิ่งบ่งบอกถึงการมีอยู่ของ Louis Vuitton ส่วนความสามารถในการเผยแพร่ข่าวสารจากทางร้านเป็นส่วนอ่อน (Soft) ตั้งแต่เปิดร้านสาขาเมื่อเดือนกันยายน ปี 2002 การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของแบรนด์ Louis Vuitton ก็อาศัยเสนอผ่านทางตึก Louis Vuitton Omotesando ที่ย่านโอโมเทะซันโด ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางแฟชั่นของญี่ปุ่นเป็นหลัก

เริ่มจากก่อนวันเปิดร้านก็จัดปาร์ตี้สังสรรค์กันอย่างสนุกสนาน พอถึงวันเปิดร้านก็เตรียมกิจกรรมต่างๆ เอาไว้ มีลูกค้าประมาณ 1,400 คน ยืนต่อแถวกันจนยาวประมาณ 1 กิโลเมตร เพราะต้องการซื้อสินค้า ทั้งนาฬิกาข้อมือรุ่นแรกของ Louis Vuitton ราคาเรือนละ 390,000 เยน ซึ่งมีจำกัดเพียง 50 เรือน นาฬิกาควอตซ์ราคา 190,000 เยน นาฬิกาจับเวลาหมุนเองอัตโนมัติราคา 1 ล้านเยน และกระเป๋าจำกัดจำนวนซึ่งเปิดตัวก่อนที่ปารีส

หลังจากเปิดร้านได้ 2 เดือน ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้กลุ่มผู้สื่อข่าวมารวมตัวกันเป็นจำนวนมากที่ห้องประชุมผู้สื่อข่าวชั้น 5 Louis Vuitton Omotesando นั่นคือ มาร์ค จาคอบส์ ดีไซเนอร์ของ Louis Vuitton และทาคาชิ มุราคามิ (Takashi Murakami) บุคคลสำคัญของวงการการ์ตูนญี่ปุ่น ให้โอกาสผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ในการเปิดตัว “Eye love” ลาย Monogram ที่เต็มไปด้วยสีสัน ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของมาร์ค จาคอบส์และทาคาชิ มุราคามิ ผู้ที่มีโอกาสได้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องถึง 3 ปี กับสตีเฟ่น สเปราส์ (Stephen Sprouse) และจูลี เวอร์โฮเวน (Julie Verhoeven) ก็คือ ทาคาชิ มุราคามิ คนญี่ปุ่นที่เข้าใจตลาดญี่ปุ่นเข้าถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่น และสื่อมวลชนให้ความสนใจ ร้านที่โอโมเทะซันโดจึงกลายเป็นจุดดึงดูดความสนใจอย่างช่วยไม่ได้

หลังจากนั้นกระแสความนิยมในสินค้าของ Louis Vuitton ก็เกิดขึ้น และกลายเป็นหัวข้อที่นิตยสารแฟชั่นต่างๆ เขียนถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาร์ค จาคอบส์ที่เดินทางไปเยี่ยมชมสตูดิโอของมุราคามิ ปาร์ตี้ต้อนรับมาร์ค จาคอบส์ ซึ่งจัดขึ้นที่ LV Hall ชั้น 7 ของตึก Louis Vuitton Omotesando ยิ่งไปกว่านั้น แบร์นาร์ด อาร์โนลต์ยังมาปรากฏตัวในงานปาร์ตี้นี้ด้วย

การเปิดตัวผลงานที่เป็นความร่วมมือระหว่างมาร์ค จาคอบส์และทาคาชิ มุราคามิ ในคอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน ปี 2003 ประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่กลยุทธ์การสร้างเรื่องราวของ Louis Vuitton ยังไม่จบ เพราะตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม จนถึง 7 เมษายน ก็ได้เริ่มฉาย Super Flat Monogram การ์ตูนโฆษณาของทาคาชิ มุราคามิ ซึ่งทำไว้เป็นที่ระลึกในโอกาสที่ได้ทำงานร่วมกัน ในร้านขนาดใหญ่ทั้งในและนอกประเทศ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ร้าน Louis Vuitton Omotesando การ์ตูนโฆษณาความยาว 5 นาที เรื่องนี้เล่าถึงการทำงานร่วมกันของทั้ง 2 คน ตัวการ์ตูนหลักมี 2 ตัว คือ LV แพนด้ากับอายะจัง เด็กหญิงชาวญี่ปุ่นที่ปรากฏตัวขึ้นในโลกจำลองซึ่งเต็มไปด้วย Monogram Multicolor สถานที่ที่อายะจังพบกับ LV แพนด้า ก็คือด้านหน้าทางเข้าร้าน Louis Vuitton Omotesando จากนั้นก็ดึงดูดให้คนเข้าร้านด้วยการโชว์รูปทรงและตัวการ์ตูนอ้วนกลม เริ่มจาก LV แพนด้า ป้ายแขวนผ้าไหมพิมพ์ลาย และฉากกั้น

การส่งข้อมูลข่าวสารเหล่านี้เป็นอุบายในการเผยแพร่ภาพรวมของการขายปลีก ในวงการค้าปลีกมีบริษัทคู่แข่งอยู่มากมาย วิธีนี้ช่วยดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้านโดยที่ไม่ทำให้ลูกค้าเบื่อ การส่งข้อมูลข่าวสารโดยใช้อุบายเล็กๆ น้อยๆ ทำให้ลูกค้ารู้สึก “สนุกสนาน” มากขึ้นกว่าตอนที่ “ชอปปิ้ง” ตามปกติ

LVJ Group ดำเนินงานอยู่บนพื้นฐานของความจริงที่ว่า Louis Vuitton มีส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 40% และได้เปิดร้านที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่โอโมเทะซันโด ย่านแฟชั่นของญี่ปุ่น Louis Vuitton ซึ่งก่อตั้งมา 153 ปีแล้ว ได้ร่วมมือกับชาวญี่ปุ่นสร้างกระแสออกมาอย่างต่อเนื่อง Louis Vuitton Omotesando มีความสำคัญและมากด้วยประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลข่าวสาร ทำให้กลยุทธ์การสร้างภาพลักษณ์แบรนด์นี้ครอบคลุมทั่วถึง