สำหรับสมาร์ทวอทช์ที่กำลังเป็นที่สนใจกันอยู่ในขณะนี้ก็คือ Apple Watch ซึ่งทาง Apple ได้เปิดตัวและทำการตลาดอย่างจริงจังตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทำให้อุณหภูมิของตลาดสมาร์ทร้อนแรงขึ้น มีบางคนให้ความเห็นว่าหลังจากนี้ไปสมาร์ทวอทช์คงจะไม่ได้หวือหวาอะไรมากมาย แต่อีกความเห็นก็บอกว่าอาจจะถึงขนาดเป็นจุดพลิกผันเหมือนยุคที่เครื่องนาฬิกาควอทช์เคยเกือบทำให้อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสต้องจบลง

โดยจริงๆ แล้วสมาร์ทวอทช์รุ่นแรกของโลกนั้นมีชื่อว่า Pebble ซึ่งเป็นสมาร์ทวอทช์ที่ถือกำเนิดมาจากการระดมทุนในรูปแบบคราวด์ฟันดิ้งในปีพ.ศ.2556 จากอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ได้ขายไปแล้วหลายแสนเรือน และนอกจาก Apple Watch แล้วยังมีสมาร์ทวอทช์จากแบรนด์อื่นๆ อีก อาทิเช่น Samsung, Nike, Garmin, Sony และรวมไปถึงยักษ์ใหญ่วงการไอทีอย่าง Microsoft อีกด้วย แต่ถ้านับเฉพาะเรื่องยอดขายแล้วทาง Appple Watch จะมากมายกว่าใครเนื่องมาจากว่าเป็นสินค้าจาก Apple นั่นเอง

บางคนอาจจะสงสัยว่าพอสมาร์ทวอทช์มียอดขายที่สูงลิ่วแล้วอุตสาหกรรมนาฬิกาข้อมือระดับหรูจะมีผลกระทบยังไง ถ้าเราย้อนดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจะพบว่ามีเทคโนโลยีหลายอย่างล้าสมัยไปเพราะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่สดใหม่กว่าและดีกว่า เช่นว่ารถยนต์มาแทนรถม้า, ipod มาแทน walkman หรือว่าจะเป็นการฟังเพลงออนไลน์มาแทนที่แผ่นซีดี mp3 ฯลฯ โดยเหล่าผู้บริโภคเลือกที่จะหันไปหาสิ่งใหม่ๆ อย่างรวดเร็วซะจนทุกวันนี้ walkman และรถม้ากลายเป็นวัตถุโบราณไปซะแล้ว นั่นก็เป็นเพราะว่านวัตกรรมอันใหม่ที่เข้ามาแทนนั้นสามารถทำทุกอย่างได้เหมือนกับนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์เดิมๆ ได้อย่างสมบูรณ์ แถมยังทำได้ดีกว่าอีกด้วย

เมื่อก่อนนั้นตอนที่อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสเกิดวิกฤตนาฬิกาควอทช์ก็มีลักษณะเทียบเคียงคล้ายๆ กรณีดังที่กล่าวมาเช่นกัน โดยตอนที่ถึงจุดที่ตกจนถึงขีดสุดนั้น อัตราการจ้างงานของแบรนด์นาฬิกาสวิสนั้นลดลงไปเหลือแค่ประมาณ 25% เท่านั้นเอง กล่าวได้ว่าแทบจะปิดตัวกันไปเลยสำหรับอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส ซึ่งกว่าจะคืบคลานออกจากเงามืดนั้นได้ก็ต้องใช้เวลาอยู่นานหลายปี รวมทั้งต้องอาศัยวิสัยทัศน์ของบุคคลที่มีความหลักแหลมด้วย จึงทำให้อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสกลับมารุ่งเรืองใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็เป็นที่น่ากังขาว่าประวัติศาสตร์จะหวนกลับมาซ้ำรอยอีกหรือเปล่า

โดยส่วนตัวแล้วคาดว่าประวัติศาสตร์คงจะไม่ซ้ำรอยเดิม แต่ก็จะมีผลกระทบกับบรรดานาฬิกาจักรกลบ้างนิดๆ หน่อยๆ ทั้งนี้ก็เพราะวัตถุประสงค์ของสินค้าทั้งสองประเภทที่มีความแตกต่างกันแทบจะสิ้นเชิง โดยหากพิจารณาเพียงแค่ผิวเผินจะคิดว่า Apple พยายามวางตำแหน่งสินค้าของตัวเองให้อยู่ในระดับหรูหรา จากที่ปรากฎในข่าวว่าได้มีการซื้อตัวรองประธานฝ่ายขายของ Tag Heuer และหลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้หัวเรือของแบรนด์ Burberry และ Yves Saint Laurent มาร่วมงานด้วย

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม Apple Watch และสมาร์ทวอทช์แบรนด์อื่นๆ ก็เพียงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เอาไว้ใช้งานทั่วไปเท่านั้น คล้ายเป็นส่วนเสริมความสามารถของโทรศัพท์มือถือ ช่วยอำนวยความสะดวกในการโทรเข้าออก ข้อมูลลมฟ้าอากาศ สถิติสุขภาพต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากนาฬิกาข้อมือหรูๆ โดยสิ้นเชิง เพราะสำหรับนาฬิกาหรูหราแล้วจะเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมและบ่งบอกฐานะของผู้สวมใส่ และบางครั้งยังรวมไปถึงเรื่องการเก็บสะสมอ หรือกรณีที่มีการผลิตออกมาในจำนวนจำกัด ถึงมีเงินก็อาจจะหาซื้อไม่ได้ซึ่งยิ่งทำให้มีคุณค่าและราคาอย่างเทียบกันไม่ได้ ในอีกแง่หนึ่งก็คล้ายกับเครื่องประดับชนิดต่างๆ ของคุณผู้หญิงที่ไม่มีประโยชน์ใช้สอยอะไรเลย แต่ก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความภูมิฐาน หรูหรามีระดับ ซึ่งนาฬิกาข้อมือหรูๆ ก็มีลักษณะอย่างนี้เหมือนกัน

เมื่อก่อนนั้นนาฬิกานับเป็นของใช้งานที่มีความจำเป็นมากกว่าในปัจจุบันมากนัก สำหรับนาฬิกาพกหรือนาฬิกาข้อมือของผู้ชายนับว่าเป็นแค่หนึ่งในไม่กี่อย่างที่สามารถใช้บอกเวลาได้ แต่ทุกวันนี้เราสามารถดูเวลาได้จากสิ่งต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ทีวี โทรศัพท์มือถือ ในรถยนต์ หรืออุปกรณ์ของใช้ในบ้านชิ้นอื่นๆ ส่วนนาฬิกาข้อมือที่เป็นแบรนด์ดังจริงๆ จึงมักจะเอาไว้สะสมเสียมากกว่า ในอดีตอาจจะไม่ค่อยมีนักสะสมนาฬิกามากนัก แต่ในปัจจุบันมีนักสะสมนาฬิกาอยู่ทั่วไปในทุกชนชั้น และมีไม่น้อยที่เป็นนักสะสมกระเป๋าหนายอมทุ่มทุนมากมายเพื่อนาฬิกาที่ตัวเองสนใจสักเรือน

ถ้าเราจะเปรียบเทียบกับคู่ของ walkman และ ipod แล้วจะพบว่า ถ้ามี ipod ใช้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องมี walkman คือมีแค่อันใดอันหนึ่งก็พอ เพราะทำงานหรือหน้าที่ซ้ำกันเหมือนกัน แต่กับคู่ของนาฬิกาแบรนด์หรูและสมาร์ทวอทช์นั้นสามารถใช้คู่กันได้เพราะผลิตภัณฑ์ทั้งสองอย่างต่างมีบทบาทที่แตกต่างกัน