วิธีการหรือเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตนาฬิกานั้นแทบจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเลยในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา หลักการพื้นฐานการทำงานของนาฬิกาจักรกลก็ยังคงเป็นเช่นเดิม นั่นคือประกอบไปด้วยแบรล ชุดเกียร์เทรนและลีเวอร์เอสเคปเมนท์ ส่วนในเรื่องของวัสดุที่ใช้ก็ไม่ค่อยได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก ยังคงใช้โลหะผสมอย่างสแตนเลส ทองเหลืองและทองคำ ถ้าจะบอกว่าเหล่าช่างนาฬิกาข้อมือเป็นพวกอนุรักษ์นิยมก็คงจะได้

วงการนาฬิกาสวิสที่ครอบคลุมวงการนาฬิกาแบรนด์หรูทั่วโลกแทบทั้งหมดนั้นถือว่าอยู่ในช่วงตกต่ำมากในยุคปีพ.ศ.2513 เนื่องจากเกิดการพัฒนาของตัวเครื่องนาฬิกาควอทซ์ ทำให้แบรนด์นาฬิกาเป็นจำนวนมากต้องปิดตัวลงหรือถูกควบรวมหรือถูกซื้อกิจการไป และกว่าที่ความรุ่งเรืองจะหวนกลับมาใหม่อีกครั้ง ก็ล่วงเลยเข้าไปในช่วงปลายปีพ.ศ.2523 เมื่อนาฬิกาจักรกลเริ่มเป็นที่นิยมอีกครั้งหนึ่งใน โดยครั้งนี้มาในฐานะงานศิลป์และประดิษฐกรรมจากสมัยโบราณ จนมาถึงช่วงสิบปีที่ผ่านมา วงการนาฬิการะดับหรูจึงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ยอดการขายของนาฬิกาสวิสในปีพ.ศ.2556 เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีพ.ศ.2543 ถึงสองเท่าเลยทีเดียว จึงทำให้มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

พัฒนาการเกี่ยวกับการผลิตนาฬิกาหลายอย่างนั้นจริงๆ แล้วก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวนาฬิกาโดยตรงเสียทีเดียว หากแต่ว่าอยู่ที่ขั้นตอนการผลิตมากกว่า เพราะเดี๋ยวนี้มีเทคนิคใหม่ๆ ที่ทำให้เราสามารถผลิตชิ้นส่วนกลไกนาฬิกาในแบบที่เมื่อก่อนไม่สามารถทำได้ โดยมีสองเทคนิคที่สำคัญและโดดเด่นนั่นคือ DRIE และ LIGA โดยจริงๆ แล้วเป็นกรรมวิธีการประดิษฐ์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในอุตสาหกรรมแขนงอื่น แต่ได้มีการเอามาใช้ในการผลิตชิ้นส่วนของนาฬิกาด้วย

คำว่า LIGA นั้นย่อมาจาก “Lithographie, Galvanofomung, Adformung” ซึ่งเป็นภาษาเยอรมัน แต่หากจะย่อให้ตรงกับภาษาอังกฤษก็จะเป็นคำว่า “Lithography, Plating, Moulding” โดยกรรมวิธีการผลิตแบบนี้จะใช้แสง UV หรือ X-ray ในการสร้างแม่พิมพ์เรซิ่นขนาดเล็ก ซึ่งจะเอาแม่พิมพ์อันนี้เข้ากระบวนการชุบด้วยไฟฟ้าเพื่อให้กลายเป็นชิ้นงานโลหะขนาดเล็กในระดับมิลลิเมตร แต่ชิ้นส่วนที่ผลิตจาก LIGA นี้เพิ่งจะเริ่มใช้ครั้งแรกในนาฬิกาข้อมือเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ได้รับการคิดค้นโดยประเทศเยอรมันตั้งแต่เมื่อปีพ.ศ.2523

สำหรับชิ้นส่วนที่ผลิตขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นนิกเกิลหรือไม่ก็เป็นโลหะผสมที่มีนิกเกิลเป็นส่วนประกอบ และเป็นชิ้นส่วนขนาดเล็กที่ถูกผลิตออกมาโดยมีสัดส่วนที่เท่ากันทุกชิ้น ทำให้เหมาะสมอย่างมากสำหรับที่จะใช้เป็นกลไกในตัวเครื่องนาฬิกา สำหรับเทคนิค LIGA นี้ทำให้นาฬิกาแบรนด์ดังระดับโลกสามารถออกแบบชิ้นให้มีความสลับซับซ้อนมากๆ อย่างที่ขั้นตอนการผลิตแบบเดิมๆ ไม่สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็น วีลที่มีฟันเฟืองแบบสปริงในตัว หรือเกียร์ที่มีรูปทรงคล้ายกระสวยอวกาศ ยกตัวอย่างเช่น เกียร์ของชุดบอกเวลาประเทศที่สองแบบเรโทรกราดที่ฟันเฟืองแต่ละซี่นั้นจะมีสปริงในตัวเพื่อลดช่องว่างที่ขยับได้ระหว่างเกียร์และช่วยให้การแสดงผลคมชัดหนักแน่นมากกว่าเดิม

บรรดาชิ้นส่วนทั่วไปและชิ้นส่วนที่ทำขึ้นด้วยเทคนิค LIGA เกือบทั้งหมดที่มีในนาฬิกาสวิสนั้นเป็นผลงานการผลิตของทาง Mimotec โดยบริษัทนี้ได้เปิดตัวขึ้นมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2541 และเป็นผู้ทำให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนจากเทคนิค LIGA ในการผลิตนาฬิกาสวิสอย่างแพร่หลาย ถึงแม้ว่าบริษัท Mimotec ยังคงเป็นผู้ผลิตกลไกรายสำคัญ แต่ด้วยประโยชน์ของเทคโนโลยีดังกล่าวจึงทำให้หลายๆ แบรนด์เริ่มพัฒนากรรมวิธีการผลิตแบบ LIGA ด้วยตัวเองบ้างเช่นกัน

แต่ทว่าเทคโนโลยีแบบนี้ก็ใช่ว่าจะสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไปในโซนทวีปยุโรปเท่านั้น แบรนด์ Seiko จากประเทศญี่ปุ่นก็มีการใช้กลไกที่ทำขึ้นจากกรรมวิธีที่คล้ายคลึงกันโดยมีชื่อว่า MEMS ซึ่งย่อมาจาก “Microelectromechanical systems” ในนาฬิกา Seiko บางคอลเลคชั่น โดยพอเอสเคปวีลและแพลเลทฟอร์คที่ผลิตจากเทคนิค MEMS นี้จะมีความถูกต้องเที่ยงตรงสูงและสามารถทำให้เป็นสเกเลตั้นได้ เพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มประสิทธิภาพให้มากยิ่งขึ้น และที่สำคัญก็คือตัวเอสเคปวีลที่ผลิตได้จะมีเบ้าขนาดเล็กที่บริเวณปลายของฟันเฟืองแต่ละซี่ทำให้สามารถกักเก็บน้ำมันหล่อลื่นได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำมันล่อลื่นแห้งอย่างที่พบกันบ่อยๆ ในนาฬิกาจักรกลทั่วๆ ไป

เทคโนโลยีอันต่อไปก็คือ DRIE ซึ่งย่อมาจากคำว่า “Deep Reactive-Ion Etching” โดยเทคนิคแบบ DRIE นั้นก็มีความคล้ายคลึงกับแบบ LIGA ตรงที่เป็นกรรมวิธีการผลิตที่มีอยู่ก่อนหน้าแล้วนานกว่า 30 ปี แต่เพิ่งจะนำมาใช้ในวงการผลิตชิ้นส่วนของนาฬิกาข้อมือ นั่นคือนำซิลิคอนมาผลิตเป็นกลไกตัวเครื่องภายใน ซึ่งส่วนมากจะเป็นชิ้นส่วนของเอสเคปเมนท์ โดยแบรนด์ดังชั้นำของโลกอย่าง Rolex, Patek Philippe และ Omega ต่างก็ใช้ชิ้นส่วนเป็นซิลิคอนในตัวเครื่องนาฬิกาคอลเลคชั่นพิเศษๆ ทั้งนั้น โดยชิ้นส่วนที่ผลิตโดยใช้เทคนิค DRIE นั้นถึงแม้จะมีความซับซ้อนแต่เมื่อผลิตในจำนวนมากๆ แล้วก็ยังมีสัดส่วนที่ถูกต้องแม่นยำ สามารถนำไปประกอบเป็นตัวเครื่องนาฬิกาได้เลย ไม่จำเป็นต้องมาปรับแต่งเหมือนกับชิ้นส่วนที่ใช้กรรมวิธีการผลิตแบบเก่า

โดยซิลิคอนจะมีคุณสมบัติที่ดีกว่าโลหะผสมแบบเดิมๆ หลายอย่าง อาทิ น้ำหนักเบากว่าแต่แข็งแรง แม่เหล็กไม่ดูดและมีค่าการเสียดสีที่ต่ำ ทำให้ชิ้นส่วนที่ผลิตขึ้นโดยใช้ซิลิคอนจะไม่ถูกรบกวนจากสนามแม่เหล็กและไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันหล่อลื่นอีกด้วย นาฬิกาข้อมือจึงสามารถเดินได้อย่างเที่ยงตรงและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าปรกติ นอกไปจากนี้เทคนิค DRIE ยังทำให้สามารถสร้างสรรค์ชิ้นส่วนในรูปร่างที่ไม่สามารถผลิตได้มาก่อนอีกด้วย เป็นต้นว่า ชิ้นซิลิคอนที่มีรูปทรงเป็นผีเสื้อที่ส่งกำลังอย่างต่อเนื่องเข้าไปในเอสเคปเมนท์

ปัจจุบันแบรนด์ในเครือบริษัท Swatch Group เป็นกลุ่มที่ใช้ชิ้นส่วนซิลิคอนในการสร้างสรรค์นาฬิการุ่นต่างๆ อย่างแพร่หลาย เช่น Omega ที่เป็นแบรนด์ใหญ่ก็มีการใช้แฮร์สปริงเอสไอ 14 ที่เป็นซิลิคอนและโฆษณาว่าช่วยทำให้นาฬิกาเดินได้ตรงมากขึ้นและมีอายุการใช้งานนานกว่าเดิม โดยล่าสุดทาง Omega ยังใช้โลหะผสมที่ไม่ถูกรบกวนโดยสนามแม่เหล็กมาประกอบรวมกับแฮร์สปิรงจากซิลิคอนกลายเป็นนาฬิกาข้อมือคอลเลคชั่นใหม่ที่ชื่อว่ามาสเตอร์โคแอ็กเซียล ซึ่งจะมีความทนทานต่อแรงสนามแม่เหล็กมากกว่านาฬิกาจักรกลรุ่นอื่นในท้องตลาด และการใช้ซิลิคอนเป็นวัสดุในการผลิตเครื่องกลไกนาฬิกาไม่ได้แค่เป็นประโยชน์กับนาฬิกาที่ใช้โครงสร้างแบบเดิมๆ ในการผลิตเท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้นำเอาชิ้นส่วนที่เป็นแม่เหล็กมาใช้เป็นกลไกภายในตัวเครื่องนาฬิกาได้อีกด้วย

ช่างนาฬิกาจำนวนมากต่างใฝ่ฝันที่จะผลิตเครื่องนาฬิกาที่มีความถี่สูงๆ มานานแล้ว เพราะเครื่องที่ทำงานด้วยความถี่สูงนั้นจะมีความเที่ยงตรงมากกว่านาฬิกาทั่วไป แต่ว่าการสึกหรอที่เกิดขึ้นกับชิ้นส่วนนั้นมากเกินกว่าจะนำมาใช้งานได้จริง เพราะเทคโนโลยีในสมัยก่อนยังไม่สามารถทำให้ชิ้นส่วนมีความทนทานเพียงพอต่อความถี่สูงๆ แต่ปัจจุบันสามารถใช้ซิลิคอนซึ่งมีความทนทานกว่าวัสดุแบบเดิมมาผลิตเป็นชิ้นส่วนนาฬิกาที่มีความถี่สูงที่สามารถวางขายและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันได้แล้ว