เนื่องจากทักษะฝีมือในการทำงานนับว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ได้รับการถ่ายทอดต่อกันมาของแบรนด์แอร์เมส (Hermes) นาฬิกาแต่ละเรือนที่ออกมาใหม่จึงล้วนงดงามอย่างกับภาพเขียนของศิลปินก็ไม่ปาน ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาพกรุ่น Slim d’Hermes Pocket So H ที่ตกแต่งฝาครอบหน้าปัดด้วยการตัดแผ่นทองแบบโอเพ่นเวิร์กแล้วนำมาจัดแต่งเป็นลวดลาย So H ซึ่งเป็นลวดลายของเนคไทแอร์เมส โดยเฉพาะแค่ฝาครอบหน้าปัดอย่างเดียวก็ใช้เวลาในการทำนานถึง 45 ชั่วโมง  ส่วนพื้นหน้าปัดด้านในทำขึ้นจากหินอเวนเจอรีนที่ดูสวยงามเหมือนกับท้องฟ้าตอนกลางคืน นาฬิการุ่นนี้ผลิตออกมาจำกัดแค่ 6 เรือนเท่านั้น  ทำงานด้วยกลไก H1950

มีนาฬิกาข้อมือรุ่นใหม่อีกรุ่นหนึ่งที่ทางแอร์เมสนำเอาลวดลายที่เคยใช้บนผ้าพันคอผ้าไหมมานำเสนอบนหน้าปัด โดยได้มีการประยุกต์โดยช่างนาฬิกาฝีมือชั้นสูงผ่านศิลปะการลงยา โดยเริ่มต้นด้วยการแกะสลักลวดลายลงบนหน้าปัดก่อนแล้วจึงลงยาเป็นสีต่างๆ ตามต้องการ หลังจากนั้นก็เอาไปอบด้วยอุณหภูมิสูงประมาณ 800 องศาจนทำให้ได้สีสันและมิติตื้นลึกของหน้าปัดที่แสนงดงาม  รวมทั้งยังมีการใช้ตัวอักษรคำว่า Hermes Paris ลงบนหน้าปัดด้วย และภายในเครื่องก็ใช้กลไก H1950 เช่นเดียวกัน
slim-d-hermes-watches
ผลงานลำดับต่อไปที่หยิบยกมานำเสนอก็คือรุ่น Slim d’Hermes Koma Kurabe ที่เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะของโลกตะวันตกในการผลิตพอร์ซเลนและศิลปะภาพวาดของโลกตะวันออกเข้าด้วยกัน โดยเป็นการวาดภาพเกี่ยวกับการแข่งขันขี่ม้าในสมัยญี่ปุ่นโบราณ  ขั้นตอนการผลิตจะเริ่มด้วยการเทพอร์ซเลนที่ยังเป็นของเหลวลงในแผ่นรองพลาสเตอร์บอร์ด ซึ่งจะดูดซับน้ำออกจนเหลือเฉพาะเนื้อดิน แล้วนำไปตัดให้เป็นรูปทรงขนาดเท่าแผ่นโลหะสำหรับใช้ทำเป็นพื้นหน้าปัดนาฬิกาและปล่อยทิ้งไว้จนกระทั่งแห้งสนิท ซึ่งจะกินเวลานานหลายวัน  ขั้นตอนต่อไปก็คือเอาไปขัดตกแต่งรายละเอียดให้สวยงามและลงยาแบบใสทับหลายๆ ชั้น แล้วจึงเอาไปตัดเป็นแผ่นพื้นหน้าปัดในขนาดที่ต้องการ

พอได้แผ่นพื้นหน้าปัดมาแล้วก็ถึงขั้นตอนที่ช่างฝีมือผู้ชำนาญจะบรรจงแต่งแต้มสีสันเป็นรูปภาพลงบนหน้าปัดซึ่งมีขนาดเพียงแค่ 4 เซนติเมตร พอเสร็จแล้วก็เคลือบทับด้วยชั้นทองเพื่อให้ดูมีคุณค่ามีราคา ก่อนจะเอาไปอบเพื่อทำให้สีสวยติดทนนาน โดยนาฬิกาข้อมือรุ่นนี้ใช้กลไก H1950 ที่แอร์เมสเป็นผู้คิดค้นพัฒนาขึ้นเอง